ReadyPlanet.com
dot
dot
dot dot
รู้เรื่องการบริหารจัดการ

หลักและกระบวนการบริหาร

คำจำกัดความ

               การบริหาร หมายถึง ศิลปะในการทำให้สิ่งต่าง ๆ ได้รับการกระทำจนเป็น ผลสำเร็จ กล่าวคือ ผู้บริหารไม่ใช้เป็นผู้ปฏิบัติ แต่เป็นผู้ใช้ศิลปะทำให้ผู้ปฏิบัติทำงานจนสำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่ผู้บริหารตัดสินใจเลือกแล้ว (Simon)

               การบริหาร คือ กระบวนการทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ (Sergiovanni)

               การบริหาร คือ การทำงานของคณะบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ที่รวมปฏิบัติการให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน (Barnard)

การบริหารเป็นกระบวนการทางสังคมที่สามารถมองเห็นได้ 3 ทาง คือ

1. ทางโครงสร้าง เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา ตามลำดับขั้นตอนของสายการบังคับบัญชา

2. ทางหน้าที่ เป็นขั้นตอนของหน่วยงานที่ระบุหน้าที่ บทบาท ความรับผิดชอบและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อให้สำเร็จเป้าหมาย

3. ทางปฏิบัติ เป็นกระบวนการที่บุคคลและบุคคลต้องการร่วมทำปฏิกิริยาซึ่งกันและกัน (Getzals & Guba)

ลักษณะเด่นที่เป็นสากลของการบริหาร สามารถอธิบายได้ดังนี้ คือ

1.       การบริหารต้องมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย

2.       ต้องอาศัยปัจจัยบุคคลเป็นองค์ประกอบสำคัญ

3.       ต้องใช้ทรัพยากรบริหารเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน

4.       ต้องมีลักษณะการดำเนินการเป็นกระบวนการทางสังคม

5.       ต้องเป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างกลุ่มบุคคล 2 คนขึ้นไป

6.       ต้องอาศัยร่วมมือร่วมใจเพื่อให้ภารกิจบรรลุวัตถุประสงค์

7.       เป็นการร่วมมือดำเนินการอย่างมีเหตุผล

8.       มีลักษณะเป็นการตรวจสอบผลการปฏิบัติงานกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

9.       การบริหารไม่มีตัวตน แต่มีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์

การบริหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์อย่างไร

การบริหารเป็นสาขาวิชาที่มีการจัดการระเบียบอย่างเป็นระบบ คือมีหลักเกณฑ์และทฤษฎีที่พึงเชื่อถือได้ อันเกิดจาการค้นคว้าเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อประโยชน์ในการบริหาร โดยลักษณะนี้ การบริหารจึงเป็นศาสตร์ (Science) เป็นศาสตร์สังคม ซึ่งอยู่กลุ่มเดียวกับวิชาจิตวิทยา สังคมวิทยา และรัฐศาสตร์ แต่ถ้าพิจารณาการบริหารในลักษณะของการปฏิบัติที่ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์และทักษะของผู้บริหารแต่ละคนที่จะทำงานให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งเป็นการประยุกต์เอาความรู้ หลักการและทฤษฎีไปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และสิ่งแวดล้อม การบริหารก็จะมีลักษณะเป็นศิลป์ (Arts)

 

ปัจจัยการบริหาร

ปัจจัยพื้นฐานทางการบริหารมี 4 อย่าง ที่เรียกว่า 4Ms ได้แก่

1.       คน (Man)

2.       เงิน (Money)

3.       วัสดุสิ่งของ (Materials)

4.       การจัดการ (Management)

ข้อจำกัดทางการบริหาร

1.       สถานภาพทางภูมิศาสตร์

2.       ประชากร

3.       ทรัพยากร

4.       ลักษณะนิสัย และความสามารถของคนในชาติ

5.       ความเชื่อถือและความศรัทธา

6.       ขนมธรรมเนียมและประเพณี

7.       ค่านิยมและอุดมการณ์ทางสังคม

หลักการบริหารที่มีประสิทธิภาพ

1. การบริหารที่มีผู้บริหารเพียงคนเดียวในองค์การ (Division of Labor)

2. มีการกำหนดมาตรฐานทำงานที่ชัดเจน (Standardization)

3. มีเอกภาพในการบังคับบัญชา (Untity of command)

4. มีการกระจายอำนาจและความรับผิดชอบให้แก่ผู้ร่วมงาน (Delegation of Authority and Responsibility)

5. มีการแบ่งฝ่ายงานและบุคลากรผู้รับผิดชอบให้แก่ผู้ร่วมงานให้เฉพาะเจาะจงขึ้น (Division of Labor)

6. มีการกำหนดมาตรฐานการทำงาน ที่ชัดเจน (Span of control)

7. มีการมอบหมายการควบคุมดูแลที่เหมาะสม (Stability)

8. เปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ในองค์การได้ (Flexibility)

9. สามารถทำให้คนในองค์การเกิดความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย (Security)

10. มีการยอมรับนโยบายส่วนบุคคลที่มีความสามารถ (Personnel Policy)

11. มีการประเมินผลการปฏิบัติงานทั้งส่วนบุคคลและองค์การ (Evaluation)

บทบาทและสมรรถภาพของผู้บริหาร

1. เป็นผู้กำหนดทิศทางการบริหาร (Direction Setter ) เช่น รู้เทคนิคต่าง ๆ ของการบริหาร PPBS .MBO QCC เป็นต้น

2.  มีความสามารถกระตุ้นคน (Leader Catalyst)

3. ต้องเป็นนักวางแผน (Planner)

4. ต้องเป็นผู้มีความสามารถในการตัดสินใจ (Decision Maker)

5.       ต้องมีความสามารถในการจัดองค์การ (Organizer)

6.       ต้องเป็นผู้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง (Change Manager)

7.       ต้องเป็นผู้ให้ความร่วมมือ (Coordinator)

8.       ต้องเป็นผู้ติดต่อสื่อสารที่ดี (Communicator)

9.       ต้องเป็นผู้แก้ปัญหาขัดแย้งในองค์การได้ (Conflict Manager)

10.    ต้องสามารถบริหารปัญหาต่าง ๆ ได้ (Problem Manager)

11.    ต้องรู้จักวิเคราะห์และจัดระบบงาน (System Manager)

12.    ต้องมีความสามารถในด้านวิชาการทั้งการเรียนและการสอน (Instructional Manager)

13.    ต้องมีความสามรถในการบริหารบุคคล (Personnel Manager)

14.    ต้องมีความสามารถในการบริหารทรัพยากร (Resource Manager)

15.    ต้องมีความสามารถในการประเมินผลงาน (Appraiser)

16.    ต้องมีความสามารถในการประชาสัมพันธ์ (Public Realtor)

17.    ต้องสามารถเป็นผู้นำในสังคมได้ (Ceremonial Head)

การบริหารแบบมีส่วนร่วม

การบริหารแบบมีส่วนร่วมเป็นการจูงใจให้ผู้ร่วมปฏิบัติงานในองค์การได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ความรับผิดชอบ และร่วมมือในองค์กรและปฏิบัติด้วยความเต็มใจ

แนวความคิดพื้นฐาน(Basic Assumption)

จากทฤษฎี การจูงใจของ Motivation Theory เชื่อว่า

1.  มนุษย์ย่อมมีความต้องการเหมือน ๆ กันตราบใดที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้แล้ว ก็จะเกิดปัญหาความต้องการอยู่เรื่อยไป แต่ถ้าความต้องการได้รับความตอบสนอง ก็จะเลิกสนใจ

2. มนุษย์ตอบความสนองความต้องการแตกต่างกันทางด้านปริมาณ ความต้องการระดับต่ำค่อนข้างมีขอบเขตจำกัด แต่ความต้องการระดับสูงมักจะไม่มีขอบขีดจำกัด

จากทฤษฎีการจูงใจของ Harzberh (Mptovatopm Hygiene Theory) เชื่อว่าปัจจัยที่จูงใจให้คนทำงาน คือ

1. ความสำเร็จ

2. การยกย่อง

3. ความก้าวหน้า

4. ลักษณะงาน

5.  ความรับผิดชอบ

6.  ความเจริญเติบโต

จากการศึกษาจากพฤติกรรมของมนุษย์ ของ Aravris ได้เผยว่า บุคคลที่มีวุฒิภาวะจะมีบุคลิกภาพที่ต้องการเป็นของตนเอง การบริหารแบบมีส่วนร่วมช่วยให้บุคคลได้พัฒนาบุคลิกภาพของตนในด้านการตัดสินใจ และการควบคุมการทำงาน การแสดงออก ทัศนคติ และการใช้ความสามารถที่จะประสบความสำเร็จได้ องค์การต้องใช้ความสามารถของพนักงานอย่างเต็มที่ เพื่อกระจายอำนาจในการตัดสินใจ และเพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่มีความไม่แน่นอน และแตกต่างกันอย่างรวดเร็ว

เทคนิคการใช้บริหารแบบมีส่วนร่วม

1. การใช้กลุ่มงานเฉพาะกิจและคณะกรรมการ (Special Task Forces and Committee)

2. กรรมการให้คำแนะนำ

3. การใช้แนวความของหมุดเชื่อมโยง (Linking Pin)

4. การติดต่อสื่อสารแบบประตู

5. การระดมความคิด

6. การฝึกอบรมแบต่าง ๆ

7. การบริหารโดยมีวัตถุประสงค์ (MBO)

วิธีการใช้การบริหารแบบมีส่วนร่วมสมัยใหม่  คือ

1. ระดับบุคคล

เป็นวิธีการพิจารณาและปรับปรุงบุคคลให้ได้ดีขึ้น 3 แบบ คือ

1.1 การฝึกอบรมให้มีความรู้สึกไว (Sensitivity Training) เพื่อ

1.       ให้เข้าใจ และยอมรับธรรมชาติของมนุษย์

2.       ให้รู้จักยอมรับ และพัฒนาตนเอง

3.       ได้เข้าใจและยอมรับผู้อื่นให้มากขึ้น

4.       ให้มีมนุษย์สัมพันธ์ดีขึ้น

5.       เพื่อให้มีความสุข มีขวัญ และกำลังใจดีขึ้น

6.       เพื่อให้มีการงานดีขึ้น

1.2 การวิเคราะห์การติดต่อ (Transactional Analysis) เป็นวิธีการติดต่อที่แลกเปลี่ยนด้วยภาษาและไม่ใช่ภาษาระหว่างบุคคล Erio Berne ชี้ให้เห็นว่า การติดต่อระหว่างบุคคลมี3 แบบ คือ แบบพ่อแม่ (Parent) ผู้ปกครอง ผู้ใหญ่ (Adult) เด็ก (Child)

1.3 การนั่งสมาธิแบบควบคุมจิต (Transcendental Meditation) คือ การนั่งสมาธิเพื่อลดความเครียด และเพื่อความคิดสร้างสรรค์

2. ระดับกลุ่ม

·         การรวมกลุ่มแบบครอบครัว (Family Grouping)

·         การฝึกอบรมเพียงในนาม (Nominal Group Training) หมายถึง บุคคลถูกรวมเข้าเป็นกลุ่ม แต่ไม่ได้สื่อสารด้วยวาจา จะเป็นการประชุมพร้อมกันที่โต๊ะเพื่อแก้ปัญหา ต้องการใช้คำถามที่เป็นลายลักษณ์อักษร สมาชิกจะใช้เวลาเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นโดยไม่พูดจากัน

·         เทคนิค เดลไพ (S Delphi Technique) เป็นกระบวนการที่ผู้ตัดสินใจกำหนดกลุ่มที่ปรึกษาและกลุ่มผู้ตอบ แล้วสร้างแบบสอบถามส่งไปรษณีย์ ผู้ตอบมายังทีมที่ปรึกษา แล้วเอามาสรุปการตอบแบสอบถาม

ประโยชน์ของการบริหารแบบมีส่วนร่วม

1.  ช่วยสร้างความสามัคคี และการต่อต้านจากพนักงานระดับต่ำ

2.  ช่วยให้ทราบถึงความต้องการขององค์การทั้งหมด

3.  ช่วยเพิ่มพูนประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้น ลดความเฉื่อยชาในการทำงาน การย้ายงานและการหยุดงาน

4.  ช่วยลดความขัดแย้ง และการต่อต้านจากพนักงานระดับต่ำ

5.  ช่วยสร้างบรรยากาศในการทำงาน และทำให้สุขภาพจิตในองค์การดีขึ้น

6.  ช่วยเพิ่มผลผลิตในองค์กร

7.  สร้างหลักประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในองค์การ

8.  ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดและทะนุถนอม

9.  ทำให้พนักงานรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งขององค์การ

10. เป็นการแบ่งเบาภาระหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา ในด้านการควบคุมงานให้ลดน้อยลง และทำให้ผลงานดีขึ้น

สาเหตุที่ทำให้บริหารล้มเหลว

ผู้บริหารบางคนประสบความล้มเหลวในการบริหาร ในการบริหาร หรือ หากไม่ล้มเหลวก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ความล้มเหลวย่อมต้องมีสาเหตุ ซึ่งอาจแยกได้ดังนี้

1.  ความล้มเหลวทางด้านความรู้ (Knowledge Failures) ความล้มเหลวในเรื่องต่าง ๆ ทั้งทางด้านนโยบายและวิธีการปฏิบัติ ความรู้ทางเนื้อหาวิชาที่จำเป็นต้องศึกษาไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของการศึกษาตลอดจนขาดความรู้ทางด้านกฎหมาย ระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ

2.  ความล้มเหลวทางด้านส่วนบุคคล (Personality Failures) ความล้มเหลวทางด้านบุคลิกภาพส่วนบุคคลมีความสำคัญพอ ๆ กับความล้มเหลวทางด้านความรู้ ความล้มเหลวทางด้านบุคลิกภาพมีสาเหตุมาจากขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ทำให้ไม่มีความสามารถในการตัดสินใจ เพราะเกิดความกลัวว่าจะเกิดความผิดพลาด ผู้บริหารบางคนขาดความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ไม่กระจายความรับผิดชอบให้กับผู้ร่วมงานและไม่สามารถวิเคราะห์และประเมินผู้ร่วมงานได้







bulletหน้าแรก
dot
Inhouse Training
dot
bulletหลักสูตร
bulletอบรมหลักสูตร การสร้างพนักงานบัญชีเอง ภายใน 24 ชม.
bulletอบรมหลักสูตร เทคนิคการวางแผนภาษีของธุรกิจซื้อมา+ขายไป
bulletอบรมหลักสูตร ธุรกิจรับจ้างทำของจะวางแผนประหยัดภาษีอย่างไร?
bulletอบรมหลักสูตร เทคนิคการวางแผนภาษีของธุรกิจบริการ
bulletอบรมหลักสูตร การวางแผนประหยัดภาษีในธุรกิจให้เช่า อพาร์ทเม้นท์
bulletอบรมหลักสูตร ธุรกิจการผลิตสินค้าจะวางแผนประหยัดภาษีอย่างไร?
bulletการจัดทำบัญชีและรายงาน
dot
บริการด้านที่ปรึกษา
dot
bulletรู้เรื่อง SMEs
bulletรู้เรื่องการตลาด
bulletรู้เรื่องการบริหารจัดการ
bulletรู้เรื่องการเงิน
bulletรู้เรื่องการผลิต
dot
บริการด้านจัดทำบัญชี
dot
bulletรับทำบัญชี
bulletตรวจสอบบัญชี
bulletจดทะเบียนธุรกิจ
dot
รับข่าวสาร ฟรี!

dot
dot
บริการสรรพากร online
dot
bulletปฏิทินภาษีอากร
bulletขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร
bulletขอคืนภาษี ภ.ง.ด. 90,91
bulletบริการจดทะเบียน online
bulletยื่นแบบผ่านอินเตอร์เน็ต
bulletติดต่อกรมสรรพากร
bulletDownload แบบแสดงรายการภาษี
dot
บริการบัญชีออนไลน์
dot
bulletข้อมูลผู้ทำบัญชีของนิติบุคคล
bulletข้อมูลผู้สอบบัญชีของนิติบุคคล
bulletค้นหาเลขทะเบียน เก่า-ใหม่
bulletค้นหาและจองชื่อนิติบุคคล
bulletแจ้งเพิ่ม ยกเลิก งานทำบัญชี
bulletแจ้งเพิ่ม ยกเลิก งานสอบบัญชี
bulletตรวจค้นข้อมูลทะเบียนธุรกิจ
bulletตรวจค้นข้อมูลงบการเงิน
bulletหลักเกณฑ์ในการยื่นงบการเงิน
bulletDownload แบบพิมพ์
dot
Link
dot
bulletกระทรวงพาณิชย์
bulletกระทรวงสรรพากร
bulletกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
bulletกระทรวงแรงงาน
bulletสำนักงบประมาณ
bulletสำนักงานประกันสังคม
bulletสำนักงาน ก.พ.ร.
bulletSME BANK
bulletข่าวประจำวัน/หนังสือพิมพ์
bulletDownload
bulletรวมเว็บไซต์
bulletอบรมหลักสูตร การวาง




Copyright © 2010 All Rights Reserved.
บริษัท เอส เอ็ม อี ดีเวลลอปเมนท์ แอนด์ คอนซัลแทนท์ จำกัด
27 หมู่ 4 ซอยบงกช 14 ถนนคลองสอง ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120
TEL: (02) 902-3243,(02) 902-3306 (092) 412-0888 FAX: (02) 902-3243 E-mail:smednc@hotmail.com