ReadyPlanet.com
dot
dot
dot dot
รู้เรื่องการผลิต

วัสดุ/สินค้าคงเหลือ คือต้นทุนของโรงงาน

เรวัต  ตันตยานนท์
เป้าหมายหลักในการบริหารจัดการโรงงานที่ผู้ประกอบการหรือเถ้าแก่โรงงานมุ่งหวังไว้ ก็คือการเพิ่มผลผลิตของกระบวนการผลิตและการลดต้นทุนโดยรวมของโรงงาน

และจากสมการพื้นฐานที่รู้จักกันดี

กำไร = ราคาขาย -  ต้นทุน

หากสามารถลดต้นทุนในการผลิตสินค้าลงจากเดิมได้ ก็หมายถึงกำไรที่เพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องไปยุ่งกับเรื่องราคาขายของสินค้าแต่อย่างใด

ถึงแม้ว่า ปัจจัยการผลิต เช่น วัตถุดิบ และ วัสดุจำเป็นสำหรับการผลิต จะมีความสำคัญในการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพและทันต่อความต้องการของลูกค้า แต่การสำรองปริมาณปัจจัยการผลิตเหล่านี้อย่างไม่มีการบริหารจัดการให้เหมาะสม ก็อาจเกิดผลกระทบต่างๆ ที่ตามมาได้อย่างไม่คาดคิด

วัตถุดิบ และ วัสดุจำเป็นสำหรับการผลิต ที่ต้องนำมาสำรองไว้ในโรงงาน ตลอดจนถึง สินค้าสำเร็จรูปที่ผลิตเสร็จแล้วแต่รอการจำหน่ายอยู่ จัดเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนประเภทหนึ่งของกิจการ

หากกิจการถือครองทรัพย์สินเหล่านี้มากเกินไป ก็จะกลายเป็นต้นทุนจมของกิจการ ซึ่งอาจกลายมาเป็นต้นเหตุของการขาดสภาพคล่องเงินสด เงินสดที่ขาดมือ ถูกกลายสภาพไปเป็นวัตถุดิบ หรือ วัสดุสำหรับการผลิต ที่กองเฉยๆ อยู่ในโรงงาน

หรือหากแย่ไปยิ่งกว่านั้น การสต็อกสินค้าสำเร็จรูปมากเกินไป ก็ยิ่งจะทำให้เกิดอันตรายต่อสภาพคล่องเงินสดของกิจการ

เนื่องจากสินค้าสำเร็จรูป จะมีต้นทุนอื่นๆ ที่ฝังอยู่ในตัวมันเอง นอกเหนือไปจากวัตถุดิบ และ วัสดุประกอบ ซึ่งได้แก่ ต้นทุนแรงงาน ต้นทุนสาธารณูปโภค ต้นทุนพลังงาน ฯลฯ ที่ต้องใช้ไปในการเปลี่ยนสภาพจากวัตถุดิบ ให้กลายไปเป็นสินค้า หรือ ผลิตภัณฑ์พร้อมจำหน่าย การเก็บสต็อกสินค้าสำเร็จรูป ก็หมายถึงการนำเอาต้นทุนจากปัจจัยการผลิตทุกตัว ไปเก็บกองกันอยู่นั่นเอง

ศัพท์ทางบัญชีที่ใช้เรียกสินทรัพย์หมุนเวียนประเภทนี้ จะใช้คำว่า "พัสดุคงคลัง" หรือ Inventory ซึ่งประกอบด้วย

1. วัตถุดิบ และวัสดุจำเป็น (Raw Materials) ที่ต้องซื้อมาเพื่อใช้ในการผลิต

2. งานระหว่างทำ (Work-in-Process) ซึ่งหมายถึงชิ้นงานที่อยู่ในขั้นตอนการผลิต หรือ อยู่ในระหว่างการรอที่จะผลิตในขั้นตอนต่อไป โดยยังไม่อยู่ในสภาพเป็นสินค้าสำเร็จรูป

3. วัสดุซ่อมบำรุง และวัสดุประกอบการผลิต (Maintenance and Operating Supplies)

4. สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) ซึ่งหมายถึงการรวมปัจจัยการผลิตทุกตัวที่ผ่านกระบวนการผลิตครบถ้วนทุกขั้นตอน พร้อมที่จะนำไปจำหน่ายให้กับลูกค้าได้

พัสดุคงคลังต่างๆ เหล่านี้ จะต้องได้รับการบริหารจัดการทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณให้เหมาะสม โดยต้องเน้นไปที่จุดมุ่งหมายใหญ่ 2 ประการ คือ

คำนึงถึงการลงทุนในพัสดุคงคลังให้ต่ำที่สุด เพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุดด้วย

คำนึงถึงการตอบสนองและบริการลูกค้าให้เพียงพอ ทันต่อความต้องการของลูกค้าเสมอ เพื่อสร้างยอดขายและรักษาระดับส่วนแบ่งตลาดไว้

จะเห็นได้ว่า จุดมุ่งหมายในการบริหารจัดการพัสดุคงคลังทั้ง 2 ข้อ นี้จะมีความขัดแย้งซึ่งกันและกันในตัวเองอยู่อย่างชัดเจน เพราะการรักษาระดับสต็อกที่ต่ำ ก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงที่กระบวนการผลิตจะสะดุดหรือหยุดชะงักลง จนกระทั่งไม่สามารถบริการลูกค้าได้อย่างเพียงพอ

หรือหากต้องการที่จะมีสินค้าพร้อมสนองความต้องการของลูกค้าเสมอ ก็จะต้องสร้างสต็อกของสินค้าสำเร็จรูปให้มากเข้าไว้

เหมือนกับการอยู่ 2  ข้างของการชักเย่อ !!!

การรักษาสมดุลของวัตถุประสงค์ทั้ง 2 ข้อนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย จึงเป็นเรื่องที่เถ้าแก่โรงงาน หรือ ผู้บริหารจะต้องให้ความสนใจอย่างมาก

แนวทางเบื้องต้นที่จะใช้ในการรักษาสมดุลของพัสดุคงคลัง ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ทันทีในโรงงาน มีดังนี้

1. ต้องมีการประมาณการความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา

2. ใช้ประมาณการความต้องการของลูกค้า มาพิจารณาว่า ควรจะวางแผนการผลิตอย่างไรให้กระบวนการผลิตมีอัตราคงที่สม่ำเสมอที่สุด เพื่อรักษาระดับของการว่าจ้างแรงงาน และ ระดับการใช้เครื่องจักรที่เหมาะสม สม่ำเสมอที่สุด ของที่ขายไม่หมดในช่วงที่ขายไม่ดี จะเก็บไว้ขายตอนช่วงขายดี ซึ่งอาจจะเกินกำลังการผลิต หรือ ผลิตไม่ทันขาย

3. ในการจัดซื้อ ให้พิจารณาไตร่ตรองเรื่องส่วนลดราคาในการซื้อให้มาก บางครั้งการเห็นแต่ส่วนลดที่จะได้ ทำให้ต้องซื้อวัตถุดิบมาทิ้งไว้เป็นจำนวนมาก ใช้ไม่ทัน จนวัตถุดิบที่ สต็อกไว้อาจเกิดความเสียหายไปเสียก่อนที่จะได้นำไปใช้

ในทางกลับกัน หากมีสต็อกสินค้าคงเหลือมากจนกระทบกระเทือนสภาพคล่องของกิจการ ก็ควรพิจารณาให้ส่วนลดแก่ลูกค้า เพื่อเร่งระบายสต็อก เปลี่ยนสินค้าให้กลายมาเป็นสภาพคล่องเพื่อหมุนเวียนกิจการให้เดินต่อไปโดยไม่สะดุด

4. ต้องคาดการณ์ล่วงหน้าในเรื่องราคาของวัตถุดิบว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างไรหรือไม่ โดยเฉพาะวัตถุดิบที่จะหาได้ตามฤดูกาล รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดได้เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจ เช่น อัตราแลกเปลี่ยน หรือ อัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น

5. ป้องกันความเสี่ยงต่อการขาดสต็อก โดยใช้เทคนิค คงปริมาณอย่างต่ำ (Safety Stock) ให้เพียงพอไม่ให้เกิดสภาวะวิกฤติหรือสภาวะฉุกเฉินที่จะกระทบกระเทือนกับการวางแผนการผลิตโดยทั่วไป พึงระลึกว่า หากกระบวนการผลิตต้องหยุดชะงักลง ความเสียหายต่อต้นทุนที่จะเกิดขึ้น ได้แก่ คนงานต้องว่างงาน เครื่องจักรต้องหยุด ซึ่งอาจกระทบไปถึงการผลิตไม่ทันต่อคำสั่งซื้อของลูกค้า

จะเห็นได้ว่า การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง ที่ไม่เหมาะสม อาจเป็นภาระปัญหาใหญ่กับต้นทุนการผลิตที่จะต้องสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้ประกอบการหรือเถ้าแก่โรงงาน ควรที่จะต้องหันกลับไปทบทวนเรื่องของพัสดุคงคลัง หรือ ปริมาณ สต็อกต่างๆ ในโรงงานของตนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมปริมาณให้เหมาะสมกับสภาพต้นทุนของธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

หากเถ้าแก่โรงงานหรือผู้ประกอบการ ไม่สามารถตอบได้ว่า โรงงานของตัวเอง เก็บสต็อกอะไรไว้จำนวนเท่าไร คิดเป็นตัวเงินมูลค่าเท่าไร แล้ว

ก็อาจมีคำตอบกับตัวเองทันทีว่า อาการเงินสดขาดมือของกิจการ น่าจะมีสาเหตุมาจากอะไร !!??!!

แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2549

 

การลดต้นทุนการผลิต

เรวัต  ตันตยานนท์
                วัตถุประสงค์ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของหรือผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารกิจการ ควรจะเป็นการตั้งมุ่งเป้าสู่การสร้าง "กำไร" ให้สูงสุด มากกว่าการสร้าง "รายได้" ให้สูงสุด เพราะ "กำไร" คือน้ำหล่อเลี้ยงที่จะกลับมาสู่ธุรกิจ

เป็นเวลาหลายสัปดาห์ต่อเนื่องกันมาแล้วที่ผมได้นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องแนวคิดการบริหารจัดการการผลิตสมัยใหม่โดยเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพของฝ่ายผลิตหรือฝ่ายโรงงานและเทคนิคต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้เพื่อการลดต้นทุนการผลิตในโรงงาน ซึ่งพบว่าได้รับเสียงตอบรับจากท่านผู้อ่าน กันอย่างหนาแน่นเกินคาด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณวีรศักดิ์ นิเวศน์ วรชัย ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นแฟนประจำคอลัมน์นี้ท่านหนึ่ง ได้ให้เกียรติเชิญผมไปเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อเรื่อง “วิธีลดต้นทุนการผลิต” ในงานประชุมสัมมนาผู้ใช้ไฟฟ้าภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ซึ่ง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอนครชัยศรี จัดขึ้นให้กับลูกค้าที่เป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ในเขตให้บริการ

ผมเริ่มการบรรยายโดยการชี้ให้ผู้ร่วมสัมมนาเห็นว่า กิจกรรมการผลิต นั้น ถือได้ว่าเป็นเสาหลักที่สำคัญหนึ่งในสามเสาหลักของกิจกรรมสำคัญที่เกิดขึ้นในองค์กรธุรกิจ นั่นคือ กิจกรรมทาง การเงิน การผลิต และ การตลาด

ซึ่งหมายความว่า กิจกรรมธุรกิจ จะต้องเกี่ยวข้องกับการจัดหาเงินทุนเพื่อนำมาใช้จ่าย (กิจกรรมทางการเงิน) เพื่อสร้างให้เกิดการผลิตหรือการบริการ (กิจกรรมการผลิต) และหาวิธีการนำผลผลิต สินค้า หรือการบริการนั้น ไปสู่ตลาด ลูกค้า หรือ ผู้บริโภค (กิจกรรมการตลาด) เพื่อเปลี่ยนให้ "เงินทุน" ที่ได้ลงไป เปลี่ยนมาเป็น "รายได้" กลับคืนสู่กิจการ

วัตถุประสงค์สำคัญขององค์กรทางธุรกิจและอุตสาหกรรม ไม่ได้อยู่ที่การสร้าง "รายได้" กลับคืนมาสู่กิจการให้สูงสุด

แต่วัตถุประสงค์ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของหรือผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารกิจการ ควรจะเป็นการตั้งมุ่งเป้าสู่การสร้าง "กำไร" ให้สูงสุด มากกว่าการสร้าง "รายได้" ให้สูงสุด

เพราะ "กำไร" คือน้ำหล่อเลี้ยงที่จะกลับมาสู่ธุรกิจเพื่อสร้างธุรกิจให้แข็งแรงยั่งยืนต่อไปในอนาคตได้

ผมตั้งคำถามกับผู้ร่วมสัมมนาที่อยู่บนโต๊ะอาหารว่า "กำไร คือ อะไร?"

ทุกคนสามารถตอบได้ถูกต้องว่า กำไร คือ รายได้ - ค่าใช้จ่าย หรือ กำไร คือ ยอดขาย - ต้นทุน

ทำให้เราสามารถร่วมกันสรุปได้ว่า หากกิจการสามารถลดต้นทุนได้ เมื่อจำหน่ายสินค้าในราคาเดิม ก็จะทำให้กิจการสามารถสร้างกำไรได้มากขึ้นโดยอัตโนมัติ

ความพยายามในการเพิ่มกำไร โดยการเพิ่มราคาจำหน่ายให้สูงขึ้นนั้น ในสถานการณ์ปัจจุบันของการแข่งขันทางธุรกิจ เป็นเรื่องที่ทุกคนยอมรับว่าทำได้ไม่ง่ายนัก

ดังนั้น กลยุทธ์การเพิ่มกำไรให้กับกิจการ โดยการหันมาให้ความสนใจกับการลดต้นทุน จึงเป็นวิธีที่ทำให้สามารถหลีกเลี่ยงการแตะต้องโครงสร้างราคา โดยเฉพาะกับสินค้าที่ตลาดรับทราบและยอมรับราคานั้นๆ อยู่แล้ว

เป็นการสร้างกำไรให้กับกิจการโดยที่ตลาดไม่รู้ตัว

และยังถือได้ว่า เป็นการสร้างกำไร ภายใต้คอนเซปต์ ของ "กำไรอย่างพอเพียง" ได้ด้วย เพราะไม่ได้ทำให้ผู้บริโภคเดือดร้อน หรือ บีบคั้นเอาเปรียบผู้บริโภค เพราะผู้บริโภครับทราบและยอมรับระดับราคาเดิมอยู่แล้ว

ทั้งนี้ อยู่บนพื้นฐานที่ว่า การลดต้นทุน นั้นต้องไม่กระทบกับระดับคุณภาพสินค้าหรือความพึงพอใจเดิมที่ผู้บริโภคได้รับอยู่ก่อนแล้ว

ดังนั้น กลยุทธ์การลดต้นทุนการผลิต จึงต้องมุ่งไปที่การลด "ความสูญเสีย" หรือ "ความเสียหาย" ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการผลิตให้ลดลง หรือ ให้หมดไป นั่นเอง

ข้อมูลสำคัญตัวหนึ่งที่จะทำให้เจ้าของกิจการหรือผู้บริหารหันกลับมาตระหนักถึงเรื่องต้นทุนการผลิต ได้แก่ "จุดคุ้มทุน" คือ ตัวเลขที่จะบอกให้เจ้าของกิจการหรือผู้บริหารทราบว่า จะต้องขายสินค้าไปให้ได้กี่บาทในแต่ละงวด (เช่น แต่ละเดือน) จึงจะ "คุ้มทุน" หรือ "เท่าทุน" พอดี

ถ้าต้องการ "กำไร" จะต้องพยายามทำยอดขายให้ได้มากกว่านั้น

ตัวเลขหรือข้อมูล "จุดคุ้มทุน" ของกิจการ มีความสำคัญต่อการลดต้นทุน เพราะสิ่งที่แฝงตัวอยู่ใน "จุดคุ้มทุน" นั้น จะประกอบด้วยต้นทุนสำคัญในการผลิต 2 ส่วน ได้แก่

ต้นทุนคงที่ คือต้นทุนที่ต้องเสียไปหรือใช้ไป ไม่ว่าจะผลิตสินค้าออกมาหรือไม่ก็ตาม

ต้นทุนผันแปร คือต้นทุนที่ต้องเสียไปหรือใช้ไปตามจำนวนสินค้าที่ผลิตออกมา หากผลิตออกมาน้อย ต้นทุนผันแปรก็จะต่ำ หากผลิตออกมามาก ต้นทุนผันแปรก็จะสูงขึ้นตาม

ยกตัวอย่างเช่น เงินเดือนของพนักงานประจำของโรงงาน ที่ต้องจ่ายให้ทุกเดือน ไม่ว่า โรงงานจะทำการผลิตสินค้ามากน้อยเท่าใดในเดือนนั้น หรือ แม้กระทั่งโรงงานหยุดผลิต ก็ยังต้องมีการจ่ายเงินเดือนตามปกติ เงินเดือนของพนักงาน จึงถือว่าเป็น ต้นทุนคงที่ตัวหนึ่ง

ส่วน วัตถุดิบ เช่น ในโรงงานผลิตเก้าอี้ไม้ หากมีการผลิตเก้าอี้จำนวนมาก ก็ต้องใช้ไม้ ที่เป็นวัตถุดิบจำนวนมากขึ้นตาม หากไม่ผลิต ก็ไม่ต้องใช้ไม้เลย แสดงว่าไม้ หรือ วัตถุดิบโดยทั่วไปที่ใช้ในโรงงาน เป็นส่วนหนึ่งของ ต้นทุนผันแปร

การแยกแยะให้ได้ว่า ต้นทุนที่เกิดขึ้นในโรงงาน ส่วนใดเป็นต้นทุนคงที่ ส่วนใดเป็นต้นทุนผันแปร และต้นทุนแต่ละประเภทเกิดขึ้นเป็นจำนวนเท่าใด จะทำให้เจ้าของโรงงานหรือผู้บริหารโรงงาน เริ่มมองเห็นว่าต้นทุนส่วนใดที่เป็นต้นทุนส่วนเกิน ต้นทุนที่ไม่จำเป็น หรือ เป็นต้นทุนที่สูญเสียไปโดยไม่จำเป็น

หากลดต้นทุนส่วนนั้นไปได้ กำไรของกิจการก็จะงอกเงยขึ้นมาแทน

ดังนั้น กิจการจึงควรรู้ว่า "จุดคุ้มทุน" ของกิจการ เป็นอย่างไร

หากตอบไม่ได้ชัดเจน หรือ ไม่รู้เลยว่า "จุดคุ้มทุน" ของกิจการเป็นอย่างไร เจ้าของหรือผู้บริหารโรงงาน ต้องรีบหันมาให้ความสนใจในเรื่องนี้ทันที

กำไร อาจเพิ่มขึ้นได้ชั่วพริบตา

พักยกไว้แค่นี้ก่อนครับ สัปดาห์หน้าผมจะมาพูดถึงประเด็น "ต้นทุน"

 

แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549

 

การลดต้นทุนการผลิต (2)

เรวัต ตันตยานนท์

ในความพยายามเพื่อการลดต้นทุน จะต้องให้ความสนใจเพื่อการวิเคราะห์หรือค้นหากระบวนการที่ทำให้เกิดการสูญเสียของทรัพยากรเพื่อการผลิตโดยไม่จำเป็น ซึ่งได้แก่ การว่างงาน การรอคอย การทำงานที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม และการทำงานที่ไร้ประโยชน์ ที่เกิดขึ้นในโรงงานหรือในฝ่ายผลิตของท่านเสียก่อน

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมพูดถึงการลดต้นทุนการผลิตไปบางส่วนแล้ว ประเด็นต่อไปที่ผมยกขึ้นมาเพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้ฟัง ในสัปดาห์นี้ คือ ก่อนที่เราจะสามารถลดต้นทุนได้ เราต้องมีความเข้าใจเสียก่อนว่า “ต้นทุน” คืออะไร

คำว่า “ต้นทุน” อาจถูกตีความหมายในแง่ต่างๆ กันได้แล้วแต่สภาพแวดล้อมและกาละ-เทศะที่ต่างกันออกไป

หากจะแบ่งตาม กิจกรรมการดำเนินธุรกิจ ต้นทุน อาจแบ่งออกได้เป็น ต้นทุนการผลิต, ต้นทุนการตลาด และ ต้นทุนทางการเงิน

หากจะแบ่งออกตามช่วงเวลาต่างๆ ต้นทุน อาจถูกแบ่งออกเป็น ต้นทุนในอดีต (Historical Cost), ต้นทุนทดแทน (Replacement Cost) และ ต้นทุนในอนาคต (Future Cost)

ยกตัวอย่างเช่น เครื่องจักรเครื่องหนึ่ง ซื้อมาเมื่อ 5 ปีที่แล้วด้วยราคา 2 ล้านบาท ต้นทุนในอดีตของเครื่องจักรเครื่องนี้ ณ เวลานี้ ก็คือ 2 ล้านบาท

หาก ณ ปัจจุบัน ต้องการซื้อเครื่องจักรที่มีสมรรถนะเหมือนกับเครื่องจักรเดิม ต้องใช้เงินซื้อ 3.5 ล้านบาท แสดงว่า ต้นทุนการทดแทนเครื่องจักรเครื่องนี้ มีค่า 3.5 ล้านบาท

หรือหากวางแผนที่จะซื้อเครื่องจักรที่มีสมรรถนะเดียวกันในอีก 3 ปีข้างหน้า จะต้องใช้เงิน 4.5 ล้านบาท แสดงว่าต้นทุนในอนาคต จะมีค่าเป็น 4.5 ล้านบาท

ตัวอย่างของต้นทุนเครื่องจักรที่วิเคราะห์แบ่งออกตามเวลา จะช่วยให้เจ้าของโรงงานหรือผู้บริหารการผลิต สามารถพิจารณาได้ว่า ช่วงเวลาใดที่จะเหมาะสมที่สุดที่จะตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่เพื่อให้มีต้นทุนที่ต่ำที่สุด หรือในช่วงเวลาที่จะไม่กระทบกระเทือนต่อการทำกำไรของกิจการได้ดีที่สุด

หากจะแบ่ง ต้นทุน ออกตามส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ อาจแบ่งต้นทุนออกได้เป็น ต้นทุนวัตถุดิบ (Material Cost), ต้นทุนแรงงาน (Labor Cost) และ ต้นทุนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในโรงงาน นอกเหนือไปจากค่าใช้จ่ายวัตถุดิบและแรงงาน หรือที่บางครั้งเรียกว่า “ค่าโสหุ้ย” หรือ “ต้นทุนค่าโสหุ้ย” (Overhead Cost)

หากจะแบ่งต้นทุนของตามจำนวนหน่วยของสินค้าที่ผลิต ก็จะแบ่งต้นทุนออกเป็น ต้นทุนคงที่ และ ต้นทุนผันแปร ดังที่ได้กล่าวมาในเรื่องของ “จุดคุ้มทุน”

ในแง่ของการบริหาร ควบคุมและวัดผลการปฏิบัติงาน อาจแบ่งต้นทุนออกได้เป็น ต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้ (Uncontrollable Cost), ต้นทุนที่ควบคุมได้ (Controllable Cost) และ ต้นทุนที่สามารถลดได้ (Reducible Cost)

ในแง่ของการตัดสินใจ อาจแบ่งต้นทุนออกได้เป็น ต้นทุนส่วนแตกต่าง (Differential Cost), ต้นทุนที่หลีกเลี่ยงได้ (Avoidable Cost) และ ต้นทุนการเสียโอกาส (Opportunity Cost)

ที่ผมต้องวงเล็บภาษาอังกฤษไว้ด้วย ก็เพราะความหมายในแง่ต่างๆ ของ ต้นทุน นี้ ล้วนเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องนำไปใช้ในวิชาการบริหารจัดการธุรกิจสมัยใหม่

จะเห็นได้ว่า คำว่า “ต้นทุน” มีความหมายได้หลากหลาย ดังนั้น ในความพยายามที่จะลดต้นทุน เจ้าของโรงงานหรือผู้บริหารการผลิตจะต้องกำหนดให้แน่ชัดเสียก่อนว่าต้องการมุ่งความสนใจไปที่การลดต้นทุนประเภทใด

มิเช่นนั้น ก็อาจเกิดความคลุมเครือจนทำให้ความตั้งใจที่จะลดต้นทุนไม่ประสบความสำเร็จ

เทคนิคการลดต้นทุนในกระบวนการผลิตวิธีแรก ผมได้นำเสนอให้บรรดาเจ้าของโรงงานและผู้บริหารการผลิต ให้ลองทำการวิเคราะห์กระบวนการผลิตในโรงงานของแต่ละท่านเพื่อค้นหา “ความสูญเสีย” ในกระบวนการผลิต

ในการผลิตสินค้า ฝ่ายผลิตหรือฝ่ายโรงงานจะต้องใช้ทรัพยากรที่สำคัญได้แก่ วัตถุดิบ แรงงาน และ ค่าใช้จ่ายทางตรงอื่นๆ ที่มักเรียกกันทั่วไปว่า “ค่าโสหุ้ย” ในการผลิต เพื่อผลิตสินค้าขึ้นมา

หากเราจะถือว่า บรรดาทรัพยากรทั้งหมดที่ได้ใส่ลงไปในการผลิต เป็นชิ้นเค้กใหญ่ชิ้นหนึ่ง เจ้าของโรงงานหรือผู้บริหารการผลิต โดยธรรมชาติแล้วมันจะประกอบไปด้วยขั้นตอนของ “การว่างงาน” หรือ “การรอคอย” ทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรไปส่วนหนึ่งโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ หรือไม่ทำให้เกิด “งาน” ขึ้นมา

ทำให้ชิ้นเค้ก แหว่งไปแล้วส่วนหนึ่ง

ในส่วนทรัพยากรเพื่อการผลิตที่ถือว่าสามารถทำให้เกิดการ “ทำงาน” ขึ้นมา แต่หากจะวิเคราะห์ให้ละเอียดลงไปอีกระดับหนึ่ง ก็จะเห็นว่า มักจะมีส่วนของการ “ทำงาน” ที่ทำให้เกิด “งานที่ไม่มีมูลค่าเพิ่ม” หรือ “งานที่ไร้ประโยชน์” ขึ้นมาในกระบวนการผลิต

งานเหล่านี้ ล้วนใช้หรือเบียดบังทรัพยากรการผลิตที่ใส่เข้าไปอย่างไม่มีประโยชน์เพิ่มขึ้นนอกเหนือไปจากกระบวนการที่ทำให้เกิด การว่างงาน และ การรอคอยงาน

ทำให้ชิ้นเค้กรวมจากทรัพยากรที่ใส่เข้าไปเพื่อทำให้เกิดการผลิต แหว่งมากยิ่งขึ้นไปอีก

ดังนั้น ในความพยายามเพื่อการลดต้นทุน จะต้องให้ความสนใจเพื่อการวิเคราะห์หรือค้นหากระบวนการที่ทำให้เกิดการสูญเสียของทรัพยากรเพื่อการผลิตโดยไม่จำเป็น ซึ่งได้แก่ การว่างงาน การรอคอย การทำงานที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม และการทำงานที่ไร้ประโยชน์ ที่เกิดขึ้นในโรงงานหรือในฝ่ายผลิตของท่านเสียก่อน

เมื่อพบสาเหตุเหล่านี้แล้ว การแก้ไขให้ตรงประเด็น ก็จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นเพื่อนำไปสู่การลดต้นทุนการผลิต

หรือการสร้างกำไรเพิ่มขึ้นให้แก่องค์กร นั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีความสูญเสียอื่นๆ ภายในโรงงานหรือภายในฝ่ายผลิตที่เจ้าของโรงงานและผู้บริหารการผลิตควรคำนึงเพิ่มขึ้น

ความสูญเสียเหล่านี้ ได้รับการขนานนามในตำราต่างๆ ว่า “ความสูญเสียทั้ง 7 ประการที่มักถูกมองข้าม” ซึ่งได้แก่

      1) การผลิตมากเกินไป หรือ การผลิตที่เกินกว่าความต้องการของตลาด

      2) การเก็บวัสดุคงคลังที่ไม่จำเป็น

      3) การขนส่งและเคลื่อนย้ายวัสดุที่ไม่มีประสิทธิภาพ

      4) การเคลื่อนไหวร่างกายหรือการเคลื่อนที่ที่ไม่จำเป็น

      5) กระบวนการผลิตที่หย่อนประสิทธิภาพ

      6) การรอคอยระหว่างกระบวนการ

      7) การเกิดของเสียและการแก้ไขงานเสีย

ความสูญเสียเหล่านี้ในบางเรื่องอาจจะเป็นสิ่งบดบังตาสำหรับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำอยู่ทุกๆ วัน แต่สำหรับสายตาใหม่ๆ ที่มองมาจากมุมมองของบุคคลภายนอก ในบางเรื่องจะเป็นเรื่องที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้โดยไม่ยาก

นอกจากเทคนิคการลดต้นทุนการผลิต ที่สามารถทำได้จากการวิเคราะห์หาความสูญเสียของกระบวนการผลิตแล้ว การลดต้นทุน ยังสามารถทำได้โดยการวัดประสิทธิผลของการเดินเครื่องจักร

ติดตามดูนะครับว่าการวัดประสิทธิผลของเครื่องจักรจะทำกันอย่างไร

 

แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549

 

การลดต้นทุนการผลิต (3)

 

เรวัต  ตันตยานนท์

                    การวัดประสิทธิผลของการเดินเครื่องจักรให้ออกมาเป็นค่าตัวเลข จะทำให้เจ้าของโรงงานหรือบริหารการผลิตเปรียบเทียบประสิทธิภาพการเดินเครื่องจักรของเรา กับประสิทธิภาพการเดินเครื่องจักรของคู่แข่ง หรือ ประสิทธิภาพการเดินเครื่องจักรของผู้ผลิตรายอื่นๆ ได้ทั่วโลก วิธีการนี้ ก็คือการทำ Bench marking หรือการวัดรอยไอยรา ซึ่งมีผู้ให้ความหมายเป็นภาษาไทยได้อย่างเฉียบคม การวัดรอยเท้า เพื่อดูว่า ประสิทธิผลของการใช้เครื่องจักรของเราเมื่อเทียบกับชาวบ้าน หรือ ชาวโลก แล้ว เราเป็นอย่างไร ทำได้โดยการวัดดัชนี 3 ตัว ซึ่งได้แก่

               1. ดัชนีวัดอัตราเวลาของการเดินเครื่อง (Machine availability) ไม่ควรต่ำว่า 90%

    2. ดัชนีวัดประสิทธิภาพของการเดินเครื่อง (Performance efficiency) ไม่ควรต่ำกว่า 95%

                    3. ดัชนีวัดอัตราคุณภาพ (Quality rate) ไม่ควรต่ำกว่า 99%

                    ผลคูณของดัชนีทั้ง 3 ตัว จะมีชื่อเรียกพิเศษว่า ประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร หรือ Overall Equipment Effectiveness หรือใช้คำย่อว่า OEE (ผมเคยเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการวัดค่า OEEผ่านทางคอลัมน์นี้มาแล้ว สำหรับท่านผู้อ่านที่ต้องการจะได้บทความเกี่ยวกับ OEE กรุณาขอมาได้ฟรี ที่ E-mail ของทีมงาน biz@nationgroup.com ครับ)

                    การมองเห็นประสิทธิผลของการเดินเครื่องจักรในโรงงานของท่านออกมาเป็นตัวเลข จะทำให้ท่านเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่าท่านควรจะใช้นโยบาย เช่น ไรเพื่อทำให้เครื่องจักรของท่านทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็หมายถึงการลดต้นทุนการผลิตได้อีกวิธีหนึ่งนั่นเอง  ในอีกประเด็นหนึ่งของการใช้เครื่องจักรในโรงงานผลิตที่จะมีความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิต ได้แก่ กาบำรุงรักษาเครื่องจักร อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีและพัฒนาการของการบำรุงรักษาเครื่องจักรในโรงงานได้ดำเนินกันมาอย่างต่อเนื่องแล้วหลายยุคหลายทฤษฎี ซึ่งพอประมวลคร่าวๆ ได้ ดังนี้

                    เริ่มจาก ยุคของการบำรุงรักษาหลังเครื่องเสีย หรือเครื่องขัดข้อง (Breakdown maintenance) การบำรุงรักษาจะทำต่อเมื่อเครื่องจักรเกิดปัญหาขึ้นแล้ว ต่อด้วย ยุคของการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน(Preventive maintenance) มีการวางแผนและดำเนินงานเพื่อป้องกันการเสียหายของเครื่องจักรก่อนที่เครื่องจักรจะเสียหาย ยุคของการบำรุงรักษาเชิงแก้ไข (Corrective maintenance) เป็นการต่อยอดของการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน โดยมีการนำเสนอการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายซ้ำรูปแบบเดิม ยุคของการหลีกเลี่ยงหรือลดการบำรุงรักษาให้ใช้เวลาน้อยลง (Maintenance prevention) โดยการมองสถานการณ์ไปข้างหน้าแล้วหาวิธีการที่จะทำให้เครื่องจักรสามารถทำงานได้โดยใช้เวลาการซ่อมบำรุงให้เหลือน้อยที่สุด ยุคของการบำรุงรักษาทวีผล (Productive maintenance) จนมาถึง ยุคการบำรุงรักษาทวีผลแบบทุกคนมีส่วนร่วม (Total productive maintenance) หรือ TPM ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของการบริหารการบำรุงรักษาที่นิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมของพนักงานในทุกระดับชั้นในโรงงานผมได้เรียกร้องให้เจ้าของโรงงาน และผู้บริหารการผลิตที่เข้าร่วมในงานสัมมนาได้ลองทบทวนดูว่า โรงงานของตนเอง ใช้เทคโนโลยี หรือเทคนิคการบริหารการบำรุงรักษาในยุคใดอยู่ แต่ไม่ว่าโรงงานจะใช้เทคโนโลยีการบำรุงรักษาเครื่องจักรทันสมัยเช่นไร ผมได้นำเสนอเทคนิคการลดต้นทุนการบำรุงรักษาเครื่องจักรแบบที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที คือ เทคนิคการบำรุงรักษาเครื่องจักรด้วยตนเอง (Self maintenance) ซึ่งเน้นการให้ความสำคัญในการบำรุงรักษาเครื่องจักรด้วยตัวของพนักงานควบคุมเครื่องจักรนั่นเอง การส่งเสริมให้พนักงานควบคุมเครื่องจักรมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาเครื่องจักรด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายซ่อมบำรุงแต่เพียงอย่างเดียว จะทำให้พนักงานมีความรักและความผูกพันกับเครื่องจักร ซึ่งถือได้ว่าเป็น อุปกรณ์ หรือ  เครื่องมือหากิน  ที่สำคัญของตนเอง เป็น  หม้อข้าวหม้อแกง  ของตนเอง ผู้ในหลายๆ กรณี พนักงานที่คุมเครื่องจักรมานานพอสมควร จะรู้จักเครื่องจักรในรายละเอียดได้ดีกว่าพนักงานฝ่ายซ่อมบำรุงที่จะมาสัมผัสกับเครื่องจักรก็ต่อเมื่อถึงรอบเวลาตรวจสอบหรือเมื่อเครื่องจักรเสียเท่านั้น เพียงแต่ว่าไม่ได้รับโอกาสในมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษา เพราะไม่ใช่หน้าที่เท่านั้นเอง เทคนิคการบำรุงรักษาเครื่องจักรด้วยตัวเอง มีหลักการที่จะฝึกฝนพนักงานประจำเครื่องจักรให้มีความสามารถในการบำรุงรักษาเครื่องจักร และการปรับแต่งเครื่องจักรในเบื้องต้น เพื่อให้เครื่องจักรสามารถเดินได้อย่างไม่ติดขัดในระหว่างช่วงเวลาการทำงานตามปกติ พนักงานจะได้รับการฝึกเพื่อให้สามารถค้นหาสิ่งผิดปกติของเครื่องจักรโดยการใช้ประสาทสัมผัสเบื้องต้น เช่น เสียง ความร้อน การสั่นสะเทือน กลิ่น ฯลฯ ที่ผิดไปจากปกติ หากเป็นความผิดปกติที่ไม่มากนัก พนักงานก็จะได้รับการฝึกหัดให้สามารถแก้ไขเบื้องต้น หรือ สามารถรายงานความผิดปกติที่มีรายละเอียดถูกต้อง และมากพอที่จะทำให้ฝ่ายซ่อมบำรุงสามารถทำงานต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

                    นอกจากนี้ พนักงานประจำเครื่องจะได้รับการฝึกฝนให้รู้จักวิธีการบันทึกเพื่อติดตามการทำงานของเครื่องจักรในความดูแลของตนเอง ตลอดจนการรักษาความสะอาดภายนอก การหล่อลื่นที่ถูกต้องและพอเพียง ไปจนถึงการดูแลเรื่องความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสถานที่ติดตั้งเครื่องจักรและบริเวณที่ทำงานโดยทั่วไป พื้นฐานที่จำเป็นในการใช้เทคนิคการบำรุงรักษาด้วยตัวเอง มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่

               1) ความสามารถค้นหาสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเครื่องจักร

                    2) ความสามารถในการแก้ไขสิ่งผิดปกติเบื้องต้น

                    3) ความสามารถปรับแต่งการเดินเครื่องจักรให้มีสภาวะที่เหมาะสม

                    4) ความสามารถในการรักษาสภาวะที่เหมาะสมในการเดินเครื่องจักรให้สม่ำเสมอและคงที่

                    และที่สำคัญก็คือ เทคนิคการบำรุงรักษาด้วยตัวเอง สามารถนำไปใช้ในโรงงานได้แทบทุกประเภทในทุกระดับของการผลิต เป็นเทคนิคการลดต้นทุนการผลิตที่เกิดขึ้นจากเครื่องจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกวิธีหนึ่ง สัปดาห์หน้าผมจะมาพูดเรื่อง  ต้นทุนคุณภาพ  ปิดท้ายหัวข้อการลดต้นทุนการผลิตกันครับ

 

แหล่งข่าว : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549







bulletหน้าแรก
dot
Inhouse Training
dot
bulletหลักสูตร
bulletอบรมหลักสูตร การสร้างพนักงานบัญชีเอง ภายใน 24 ชม.
bulletอบรมหลักสูตร เทคนิคการวางแผนภาษีของธุรกิจซื้อมา+ขายไป
bulletอบรมหลักสูตร ธุรกิจรับจ้างทำของจะวางแผนประหยัดภาษีอย่างไร?
bulletอบรมหลักสูตร เทคนิคการวางแผนภาษีของธุรกิจบริการ
bulletอบรมหลักสูตร การวางแผนประหยัดภาษีในธุรกิจให้เช่า อพาร์ทเม้นท์
bulletอบรมหลักสูตร ธุรกิจการผลิตสินค้าจะวางแผนประหยัดภาษีอย่างไร?
bulletการจัดทำบัญชีและรายงาน
dot
บริการด้านที่ปรึกษา
dot
bulletรู้เรื่อง SMEs
bulletรู้เรื่องการตลาด
bulletรู้เรื่องการบริหารจัดการ
bulletรู้เรื่องการเงิน
bulletรู้เรื่องการผลิต
dot
บริการด้านจัดทำบัญชี
dot
bulletรับทำบัญชี
bulletตรวจสอบบัญชี
bulletจดทะเบียนธุรกิจ
dot
รับข่าวสาร ฟรี!

dot
dot
บริการสรรพากร online
dot
bulletปฏิทินภาษีอากร
bulletขอมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร
bulletขอคืนภาษี ภ.ง.ด. 90,91
bulletบริการจดทะเบียน online
bulletยื่นแบบผ่านอินเตอร์เน็ต
bulletติดต่อกรมสรรพากร
bulletDownload แบบแสดงรายการภาษี
dot
บริการบัญชีออนไลน์
dot
bulletข้อมูลผู้ทำบัญชีของนิติบุคคล
bulletข้อมูลผู้สอบบัญชีของนิติบุคคล
bulletค้นหาเลขทะเบียน เก่า-ใหม่
bulletค้นหาและจองชื่อนิติบุคคล
bulletแจ้งเพิ่ม ยกเลิก งานทำบัญชี
bulletแจ้งเพิ่ม ยกเลิก งานสอบบัญชี
bulletตรวจค้นข้อมูลทะเบียนธุรกิจ
bulletตรวจค้นข้อมูลงบการเงิน
bulletหลักเกณฑ์ในการยื่นงบการเงิน
bulletDownload แบบพิมพ์
dot
Link
dot
bulletกระทรวงพาณิชย์
bulletกระทรวงสรรพากร
bulletกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
bulletกระทรวงแรงงาน
bulletสำนักงบประมาณ
bulletสำนักงานประกันสังคม
bulletสำนักงาน ก.พ.ร.
bulletSME BANK
bulletข่าวประจำวัน/หนังสือพิมพ์
bulletDownload
bulletรวมเว็บไซต์
bulletอบรมหลักสูตร การวาง




Copyright © 2010 All Rights Reserved.
บริษัท เอส เอ็ม อี ดีเวลลอปเมนท์ แอนด์ คอนซัลแทนท์ จำกัด
27 หมู่ 4 ซอยบงกช 14 ถนนคลองสอง ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120
TEL: (02) 902-3243,(02) 902-3306 (092) 412-0888 FAX: (02) 902-3243 E-mail:smednc@hotmail.com